“เสี่ยเจริญ” ผู้สร้างอาณาจักรไทยเบฟ

526 0

สร้างความฮือฮาให้กับวงการธุรกิจเครื่องดื่มอีกครั้ง จากข่าวล่าสุดที่ทาง “ไทยเบฟ (Thaibev)” ของเจ้าสัวเจริญ คว้าสิทธิ์บริหาร “สตาร์คบัคส์ (Starbucks)” เชนร้านกาแฟยักษ์จากสหรัฐฯ ในไทยทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว โดยปัจจุบัน สตาร์บัคส์ ในประเทศไทย มีสาขากว่า 330 สาขา และมีแผนที่จะขยายให้ครบ 400 สาขาภายในปีนี้

เมื่อพูดถึง “ไทยเบฟ (Thaibev)” หลายคนอาจนึกถึง ธุรกิจเครื่องดื่มเบียร์และสุรา

แต่รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันบริษัท “ไทยเบฟ (Thaibev)” นั้นมีธุรกิจในเครือกว่า 138 บริษัท มีมูลค่าบริษัทกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศสิงคโปร์

หนึ่งในสินค้าที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของไทยเบฟ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “เบียร์ช้าง” ที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเจ้าตลาดเบียร์ในบ้านเราที่มีมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท

ประวัติความเป็นมา

คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี หรือ “เสี่ยเจริญ” สร้างตัวมาจากธุรกิจสุราและเบียร์ โดยเริ่มจากการเป็นลูกจ้างในบริษัทสุรา จากนั้นในปี 2518 ก็ร่วมกันกับเจ้าสัว เถลิง เหล่าจินดา เข้าซื้อกิจการ ธารน้ำทิพย์ (บริษัท แสงโสม ในปัจจุบัน) และก่อตั้งบริษัท เบียร์ไทย และ เบียร์ทิพย์ บริวเวอรี่ ขึ้นในปี 2534 เพื่อเริ่มทำธุรกิจผลิตเบียร์ โดยได้รับสัมปทานจากรัฐบาลในการสร้าง และประกอบกิจการโรงงานสุรา 12 แห่งในประเทศไทย

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 2546 ต่อมาในปี 2549 บริษัท ไทยเบฟ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (“SGX”) โดยเสนอขายในราคาหุ้นละ 0.28 ดอลลาร์สิงคโปร์ ภายหลังจากจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์  ไทยเบฟได้ขยายขอบเขตธุรกิจไปสู่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหาร 

ปัจจุบันไทยเบฟเป็นผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในเอเชีย และมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 450,000 ล้านบาทและหาก ไทยเบฟ จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะมีมูลค่าใหญ่เป็นอันดับ 7 ของประเทศ

นิตยสารฟอร์บส์ได้จัดลำดับให้ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นบุคคลที่รวยที่สุดลำดับที่ 4 ในประเทศไทย

ไทยเบฟของเสี่ยเจริญทำธุรกิจอะไรบ้าง?

บริษัทในเครือไทยเบฟ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่ง

ปัจจุบัน บริษัท ไทยเบฟ แบ่งกลุ่มธุรกิจหลักออกเป็น 4 สายธุรกิจได้แก่

1. ธุรกิจสุรา

2. ธุรกิจเบียร์

3. ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์

4. ธุรกิจร้านอาหาร

ที่ผ่านมาไทยเบฟ ได้เพิ่มน้ำหนักและมีการลงทุนในธุรกิจ ฟู้ด แอนด์ เบเวอเรจ (F&B) มากขึ้น โดยหลังจากการเข้าซื้อกิจการของเคเอฟซีในไทย 240 สาขา มูลค่ากว่า 1.13 หมื่นล้านบาท การเข้าซื้อร้านอาหารไทย “สไปซ์ออฟเอเชีย” และเข้าซื้อแบรนด์ใหม่ล่าสุด “เกนกิ ซูชิ” เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ล่าสุด ก็ได้คว้าสิทธิ์บริหาร “สตาร์คบัคส์ (Starbucks)” ในไทยทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวไปอีกด้วย 

ในปีที่ผ่านมารายได้จากธุรกิจอาหารของไทยเบฟ เติบโตขึ้นถึง 96.8% 

หรือคิดเป็นมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 6% ของรายได้ทั้งหมด 2.3 แสนล้านบาท 

โดยการเติบโตหลัก ๆ มาจากการซื้อกิจการแฟรนไชส์เคเอฟซี รวมถึงการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น

สำหรับธุรกิจอาหารในเครือไทยเบฟ ประกอบด้วย 

1. กลุ่มโออิชิ ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นกว่า 250 สาขา เช่น โออิชิ แกรนด์, ชาบูชิ, นิกุยะ, และอาหารพร้อมปรุงและพร้อมทาน เป็นต้น

2. กลุ่มฟู้ดออฟเอเชีย แบ่งเป็น 1) ร้านภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เช่น ฟู้ด สตรีท, โซ อาเซียน 2) ร้านที่ร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์ เช่น เอ็มเอ็กซ์ เค้ก แอนด์ เบเกอรี่, คาเฟ่ ชิลลี่, และ 3) ร้านที่เป็นแฟรนไชซี ได้แก่ เคเอฟซี

ทั้งนี้ ไทยเบฟ มีเป้าหมายผลักดันธุรกิจฟู้ดแอนด์เบฟเวอเรจ (F&B) เข้ามาเสริมทัพกลุ่มเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ ให้เติบโตตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการลงทุนขยายสาขาและพัฒนาร้านในโมเดลต่าง ๆ รวมถึงการสร้างแบรนด์ใหม่ การร่วมทุน และการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งในและต่างประเทศ

หุ้นที่เสี่ยเจริญถืออยู่ มีดังนี้

– บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารญี่ปุ่น และเครื่องดื่มตราโออิชิ มูลค่าบริษัท 17,344 ล้านบาท

– บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงเป็นเจ้าของบิ๊กซีประเทศไทย  มูลค่าบริษัท 190,141 ล้านบาท

– บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจการลงทุน พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และจำหน่ายเคมีภัณฑ์ มูลค่าบริษัท 10,994 ล้านบาท

– บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำอัดลม และเครื่องดื่มอื่นๆ มูลค่าบริษัท 9,107 ล้านบาท

– บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มูลค่าบริษัท 19,403 ล้านบาท

– บริษัท อาหารสยาม จำกัด(มหาชน) ธุรกิจผลิตและส่งออกสับปะรดกระป๋อง มูลค่าบริษัท 3,644 ล้านบาท

– บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) ธุรกิจรับประกันวินาศภัย มูลค่าบริษัท 220 ล้านบาท

– บริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ธุรกิจรับประกันวินาศภัย มูลค่าบริษัท 958 ล้านบาท (อยู่ในระหว่างการควบรวม)

– บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ธุรกิจก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้า มูลค่าบริษัท 30,997 ล้านบาท

– บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ธุรกิจสื่อและสิ่งพิมพ์ มูลค่าบริษัท 4,991 ล้านบาท

รวมมูลค่าบริษัททั้งหมดกว่า 287,700 ล้านบาท

ปี 2561 ที่ผ่านมา คุณเจริญได้เงินปันผลจากหุ้นเหล่านี้ถึงกว่า 3,000 ล้านบาท

ดีล Starbucks

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Starbucks ได้ประกาศว่า สาขาทั้งหมดในไทยได้ผู้ดูแลแทนบริษัทแม่แล้ว โดยขายสิทธิ์ให้กับ Coffee Concepts Thailand ซึ่งเป็นการเป็นการร่วมทุนระหว่าง Maxim’s Caterers Limited ซึ่งเป็นผู้รับสิทธิ์ดูแลร้าน Starbucks ใน กัมพูชา สิงคโปร์ เวียดนาม ฮ่องกงและมาเก๊า รวมกว่า 400 สาขา และหุ้นส่วนฝั่งประเทศไทยคือ F&N Retail Connection Co. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือไทยเบฟ 

ที่ผ่านมา กลุ่มไทยเบฟถือเป็น 1 ใน Supplier ของ Starbucks ในประเทศไทย 

หลังจากการซื้อสิทธิ์ดูแลในไทยแล้ว กลุ่มไทยเบฟ ก็เปรียบเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของ Starbucks ในไทยเลยทีเดียว 

ดีลนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มไทยเบฟ ได้เข้ารุกอุตสาหกรรมร้านอาหารและเครื่องดื่มแบบเต็มรูปแบบมากขึ้น รวมถึงความชัดเจนในการร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศในช่วงปีหลังๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบในอดีตที่ผ่านมา

ในส่วน Maxim’s Caterers บริษัทลูกของ Maxim Group ที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ของฮ่องกง ก่อนหน้านี้กลุ่มไทยเบฟและ Maxim Group เคยตั้งบริษัทร่วมทุนกันมาก่อนแล้วในการนำ MX ร้านเบเกอรีชื่อดังเข้ามาในประเทศไทย ในชื่อว่า บริษัท แม็กซ์ เอเชีย จำกัดนอกจากนี้ Maxim Group ยังเป็นผู้ดูแลสิทธิ์ของร้าน Starbucks หลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ กัมพูชา เวียดนาม พม่า อีกด้วยหลังจากนี้คงมีการขยายสาขา Starbucks ในประเทศไทยอีกมากในหลายๆพื้นที่

สิ่งที่น่าสนใจคือยังไม่มีสาขา Starbucks ในประเทศลาว จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่บริษัทร่วมทุนใหม่นี้อาจสนใจเข้าไปซื้อสิทธิ์บริหารในประเทศลาว ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายในอาเซียนที่ยังไม่มีสาขาของ Starbucks อีกด้วย

ผลประกอบการ

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (เฉพาะธุรกิจเบียร์) 

“มีรายได้และกำไร(ขาดทุน)” ในแต่ละปีดังนี้ …

 ปี 2555 มีรายได้ 34,386 ล้านบาท ขาดทุน 1,256 ล้านบาท

ปี 2556 มีรายได้ 32,935 ล้านบาท ขาดทุน 447 ล้านบาท

ปี 2557 มีรายได้ 35,193 ล้านบาท กำไร 396 ล้านบาท

ปี 2558 มีรายได้ 43,112 ล้านบาท กำไร 1,215 ล้านบาท

ปี 2559 มีรายได้ 190,033 ล้านบาท กำไร 25,032 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้ 189,997 ล้านบาท กำไร 34,681 ล้านบาท

ปี 2561 รายได้ 229,695 ล้านบาท กำไร 20,726 ล้านบาท

รายได้ส่วนใหญ่ของไทยเบฟ มาจากประเทศไทย โดยในปี 2561 มีสัดส่วนรายได้มาจาก

ธุรกิจสุรา 46%

ธุรกิจเบียร์ 41%

ธุรกิจเครื่องดื่ม 7%

และธุรกิจอาหาร 6%

อัตรากำไรสุทธิ ของแต่ละธุรกิจ มีดังนี้

ธุรกิจเครื่องดื่ม ขาดทุน 7.7%

ธุรกิจเบียร์ กำไร 3.0%

ธุรกิจอาหาร กำไร 4.2%

ธุรกิจสุรา กำไร 16.7%

อย่าลืมว่า “ไทยเบฟ” ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)  หากใครอยากสนใจลงทุนคงต้องไปลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) กันเอง

!! หมายเหตุ บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำการซื้อขายหุ้นใดๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน !!

—————————————————————–

อยากรู้ว่ามหาเศรษฐีเขาสร้างเนื้อสร้างตัวกันขึ้นมาได้อย่างไรไปอ่านได้ที่บทความ:จุดเริ่มต้นมหาเศรษฐีผู้ปั้นดินสู่ดาว

References

-http://www.thaibev.com/th08/aboutus.aspx?sublv1gID=16

-https://www.prachachat.net/marketing/news-330368

-https://brandinside.asia/analysis-starbucks-thailand-franchise-deal-jv-with-thaibev/

http://longtunman.com

———————————————————————————

บทความโดยคลินิกการลงทุน

ติดตามเราได้ที่ 

>> https://www.facebook.com/WealthInvestmentClinic/

>> https://wealthinvestmentclinic.wordpress.com

>> https://www.blockdit.com/articles/5cd7ab145d021b0ff14c1b26

Total 1 Votes
0

Tell us how can we improve this post?

+ = Verify Human or Spambot ?

About The Author